อ่าน แล้วประเมิน ก่อนเชื่อ
ค้นหา ที่คั่นไว้
research

พนักงาน Anthropic คาดว่า AI จะทำงานแทนตัวเองได้ 75% ในปี 2030 คนอเมริกันทั่วไปคาดแค่ 28%

Anthropic สำรวจพนักงานตัวเองเทียบคนอเมริกันราว 11,000 คน พบพนักงานคาดว่า AI จะทำงานแทนได้เฉลี่ย 75% ภายในปี 2030 ส่วนคนทั่วไปคาดแค่ 28%

การ์ด: ผลสำรวจ Anthropic
สารบัญ (10 หัวข้อ)
  1. สรุปประเด็นสำคัญ
  2. ใครตอบบ้าง และถามอย่างไร
  3. ช่องว่างกว้างแค่ไหนในแต่ละเรื่อง
  4. ช่องว่างมาจากไหน ประสบการณ์หรือความเชื่อเรื่องเศรษฐกิจ
  5. แล้วใครคาดถูก
  6. คนไทยเกี่ยวอะไรด้วยไหม
  7. อยากวัดตัวเองดูบ้าง
  8. ข้อมูลที่ควรระวัง
  9. ความน่าเชื่อถือของผลสำรวจ
  10. บทวิเคราะห์จาก ReadEval

คนกลุ่มเดียวกับที่สร้าง AI ขึ้นมา คาดว่าภายในปี 2030 มันจะทำงานของพวกเขาเองแทนได้ถึง 75% ส่วนคนทำงานอเมริกันทั่วไปคาดว่าแค่ 28% เป็นเทคโนโลยีตัวเดียวกัน แต่คนสองกลุ่มกลับมองอนาคตของมันต่างกันเกือบสามเท่า นี่คือสิ่งที่ Anthropic บริษัทผู้สร้างแชตบอต Claude พบจากการสำรวจที่เพิ่งเผยแพร่ และ ReadEval ขอบอกไว้ตรงนี้ว่า Claude ที่กำลังช่วยเรียบเรียงข่าวชิ้นนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์ของ Anthropic เช่นกัน

Anthropic ถามพนักงานของตัวเองหลักพันคน เทียบกับคนอเมริกันหลักหมื่นคน แล้วพบ "ช่องว่างความคาดหวัง" (expectations gap) ที่กว้างในแทบทุกคำถามเกี่ยวกับอนาคต ลองนึกถึงการถามพ่อครัวในห้องครัวกับลูกค้าหน้าร้านว่าอีกไม่กี่ปีหุ่นยนต์จะทำอาหารแทนคนได้แค่ไหน คนที่อยู่ในครัวทุกวันย่อมเห็นภาพต่างจากคนที่เห็นแค่จานที่เสิร์ฟออกมา ต่างกันตรงที่พ่อครัวในที่นี้คือบริษัทที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับภาพอนาคตของ AI โดยตรง ตัวเลขจึงต้องอ่านอย่างระวัง

จุดที่น่าสนใจคือ คนสองกลุ่มนี้เห็นตรงกันพอสมควรว่า "วันนี้" AI ทำอะไรได้บ้าง ที่ต่างกันคือความเร็วของอนาคต และงานวิจัยชี้ว่าความต่างนั้นมาจากประสบการณ์ใช้งานจริงมากกว่าความเชื่อเรื่องเศรษฐกิจ ยิ่งใครใช้ AI บ่อย มุมมองก็ยิ่งขยับเข้าใกล้ฝั่งพนักงาน และมีพนักงาน Anthropic เพียงราว 2 ใน 10 เท่านั้นที่คาดการณ์ใกล้เคียงกับคนอเมริกันทั่วไป

ข้อควรรู้คือ ตัวเลขเหล่านี้เป็น "ความคาดหวัง" ไม่ใช่สิ่งที่วัดได้จริง และสองกลุ่มนี้ตอบคนละรูปแบบคำถาม กลุ่มพนักงานก็ไม่ได้ถ่วงน้ำหนักให้เป็นตัวแทนเหมือนกลุ่มประชาชน การเทียบกันจึงทำได้แค่คร่าว ๆ ที่สำคัญ ยังไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายฝั่งไหนคาดถูก

แล้วคุณล่ะอยู่ฝั่งไหน Anthropic เปิดแบบทดสอบสั้น ๆ ให้ใครก็ลองตอบได้ว่าตัวเองคาดหวังกับ AI แค่ไหน ด้านล่างนี้ ReadEval สรุปว่าใครตอบบ้าง ถามอย่างไร ช่องว่างกว้างแค่ไหนในแต่ละเรื่อง มุมมองจากนักวิจัยภายนอก และข้อควรระวังก่อนจะเชื่อตัวเลขนี้ทั้งหมด

ลงลึกสรุปประเด็น รายละเอียด วิธีเช็ก และบทวิเคราะห์

สรุปประเด็นสำคัญ

  • งานวิจัย: รายงาน "The AI Expectations Gap" จาก The Anthropic Institute (ทีมเศรษฐศาสตร์) เผยแพร่ 16 ต.ค. 2026 เทียบความคาดหวังเรื่อง AI กับการทำงาน ระหว่างพนักงาน Anthropic กับคนอเมริกันทั่วไป
  • ตัวเลขหลัก: พนักงานคาดว่า AI จะทำงานปัจจุบันของตัวเองแทนได้เฉลี่ย 75% ภายในปี 2030 ส่วนคนทำงานอเมริกันคาดเฉลี่ย 28% และพนักงานเกินครึ่งคาดว่า AI จะทำงานตัวเองแทนได้อย่างน้อย 80% ขณะที่คนอเมริกันคิดแบบนั้นเพียง 5%
  • สองกลุ่มเห็นตรงกันเรื่องปัจจุบัน: ทั้งคู่ประเมิน "สิ่งที่ AI ทำได้วันนี้" ใกล้เคียงกัน และเรียงลำดับความยากของงานคล้ายกัน ที่ต่างกันคือความเร็วของอนาคต
  • ช่องว่างมาจากประสบการณ์: คนที่ใช้ AI บ่อยมีมุมมองใกล้พนักงานมากกว่า ส่วนความเชื่อเรื่องเศรษฐกิจของทั้งสองกลุ่มกลับคล้ายกัน
  • ข้อควรระวัง: เป็นการสำรวจที่ Anthropic ทำกับพนักงานตัวเอง (ไม่ถ่วงน้ำหนัก) เทียบกับแผงสำรวจออนไลน์ของบุคคลที่สาม คนละรูปแบบคำถาม และเป็นความคาดหวัง ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นจริง
  • ความน่าเชื่อถือ: 🟡 พอใช้อ้างอิงได้ (3 จาก 6 ข้อตามเกณฑ์ ReadEval) โปร่งใสเรื่องวิธีการและจ้างบุคคลที่สามเก็บฝั่งประชาชน แต่เป็นงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการเทียบสองกลุ่มไม่ใช่การวัดแบบเทียบเท่า

ใครตอบบ้าง และถามอย่างไร

การสำรวจมีสองฝั่งที่เก็บคนละแบบ

  • ฝั่งประชาชน: บริษัทวิจัย Morning Consult เก็บข้อมูลคนอเมริกันผู้ใหญ่ 10,980 คน ระหว่าง 11–23 ส.ค. 2026 แล้ว ถ่วงน้ำหนัก ให้เป็นตัวแทนประชากร ครึ่งหนึ่งถูกถามถึงปี 2027 อีกครึ่งถามถึงปี 2030 รายงานใช้ชุดที่ถามถึงปี 2030 คนกลุ่มนี้ตอบโดยเลือกเป็น "ช่วง" แล้วทีมวิจัยใช้ค่ากลางของช่วง
  • ฝั่งพนักงาน: Anthropic ทำโพลภายใน 9–12 ส.ค. 2026 ได้ 1,334 คนจากทั่วบริษัท เป็นข้อมูล ไม่ถ่วงน้ำหนัก และทุกคนถูกถามถึงปี 2030 ตอบด้วยการเลื่อนแถบ (slider)

ความต่างสามอย่างนี้ (คนละตัวอย่าง คนละรูปแบบคำถาม ถ่วงน้ำหนักไม่เท่ากัน) ทำให้การเทียบตัวเลขสองฝั่งทำได้แค่คร่าว ๆ ซึ่ง Anthropic ระบุข้อจำกัดนี้ไว้เอง นอกจากนี้ฝั่งประชาชนยังเป็นแผงสำรวจออนไลน์แบบสมัครใจ (opt-in panel) ที่รายงานยอมรับว่า "ไม่รวมผู้ใหญ่ที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต และอาจต่างจากประชากรจริงในแบบที่การถ่วงน้ำหนักตามข้อมูลประชากรแก้ไม่ได้"

Anthropic ยังย้ำว่าคำตอบของพนักงานเป็น "ความคาดหวังส่วนตัวของพนักงานในโพลภายใน" และ "ไม่ได้แทนแผนของ Anthropic หรือมุมมองของบริษัทเรื่องจำนวนพนักงาน"

ช่องว่างกว้างแค่ไหนในแต่ละเรื่อง

กราฟแท่งเทียบค่าเฉลี่ยที่แต่ละกลุ่มคาดว่า AI จะทำงานปัจจุบันของตัวเองแทนได้ภายในปี 2030: พนักงาน Anthropic 75% คนสายคอมพิวเตอร์/วิศวกรรม/วิทยาศาสตร์ที่ใช้ AI ประจำ 40% ทั้งสาขา 33% คนอเมริกันทั่วไป 28% และสายช่าง/การผลิต/ขนส่ง 25%

นอกจากเรื่องงานของตัวเองแล้ว ช่องว่างยังปรากฏในเกือบทุกคำถาม ตัวเลขทั้งหมดเทียบ "พนักงาน Anthropic" กับ "คนอเมริกันทั่วไป"

คำถามพนักงาน Anthropicคนอเมริกันทั่วไป
AI จะทำงานปัจจุบันของตัวเองแทนได้ (เฉลี่ย ภายในปี 2030)75%28%
เชื่อว่า AI จะทำงานตัวเองแทนได้อย่างน้อย 80%เกินครึ่ง5%
เชื่อว่า AI จะค้นพบระดับรางวัลโนเบลได้ภายในปี 203091%39%
ค่ากลางของอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2030 ที่โมเดลคำนวณจากคำตอบ17.1%5.4%

ตัวเลข GDP แปลว่า พนักงานโดยเฉลี่ยคาดภาพเศรษฐกิจที่โตแรงกว่าที่คนทั่วไปคาดหลายเท่า (รายงานใช้จุดอ้างอิง 2.4% = โตพอประมาณ, 5.4% = โตมาก, 15.4% = โตสุดขั้ว) ส่วนเรื่องการว่างงาน ทั้งสองกลุ่มที่คาดว่างานตัวเองจะถูกแทนมาก ก็คาดว่างานจะหายไปมากขึ้นในรูปแบบใกล้เคียงกัน โดยกลุ่มที่คาดว่า AI จะแทนงานตัวเองได้ 80% ขึ้นไป คาดว่าการว่างงานในสหรัฐฯ ปี 2030 จะอยู่ที่ 12.2% (สูงกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2008) เทียบกับฐานปัจจุบันที่ 4.2%

เรื่องความเร็วในการทำงาน พนักงาน 85% บอกว่า AI ช่วยให้ทำงานเสร็จในเวลาครึ่งเดียวหรือน้อยกว่า ขณะที่คนอเมริกันที่ใช้ AI ในงานจริง 29% กลับบอกว่างานใช้เวลาเท่าเดิมหรือนานกว่าเดิม (ฝั่งพนักงานมีเพียง 5% ที่บอกแบบนั้น)

ช่องว่างมาจากไหน ประสบการณ์หรือความเชื่อเรื่องเศรษฐกิจ

นี่คือประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของรายงาน และเป็นเหตุผลที่มันมากกว่าแค่ "คนในบริษัทเชียร์ของตัวเอง"

รายงานบอกว่าสองกลุ่มนี้ไม่ได้มี "ทฤษฎีเศรษฐกิจ" ที่ต่างกัน ถ้าเอาความคาดหวังเรื่องงานตัวเองมาตั้งให้เท่ากัน ทั้งพนักงานและประชาชนเชื่อมโยงการถูก AI แทนงานกับการว่างงานที่สูงขึ้นในแบบ "ใกล้เคียงกันมาก" และในฝั่งคนอเมริกัน ความ "มองโลกในแง่ดีกับ AI" โดยรวมไม่ได้อธิบายรูปแบบนี้ พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุมระดับที่คนคาดว่างานตัวเองจะถูกแทนให้เท่ากันแล้ว การที่เขาจะคิดว่า AI เก่งกว่าหรือด้อยกว่าในภาพรวม ไม่ได้ทำให้เขาคาดการณ์ว่างงานต่างออกไป

สิ่งที่ต่างคือ ประสบการณ์ คนที่ใช้ AI ประจำมีมุมมองขยับเข้าใกล้พนักงาน เช่น ในกลุ่มคนทำงานสายคอมพิวเตอร์ วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ คนที่ใช้ AI ประจำคาดว่า AI จะทำงานตัวเองแทนได้ 40% เทียบกับ 33% ของคนทั้งสาขา และ 28% ของคนทำงานทุกสาขารวมกัน ส่วนพนักงานสายงานที่ใช้มือ เช่น ช่าง การผลิต และขนส่ง คาดไว้ที่ 25% รายงานสรุปว่าคนสองกลุ่มนี้ "มีประสบการณ์กับความสามารถของ AI ต่างกัน และนั่นทำให้ความคาดหวังต่างกัน"

Anthropic ยังเผยมุมมองของพนักงานเรื่องการสร้างโมเดลภายในบริษัท โดยพนักงานประเมินว่า "วันนี้" AI ทำงานสร้างโมเดลรุ่นใหม่ไปแล้วราวครึ่งหนึ่ง (ค่ากลาง 51%) และคาดว่าจะถึง 95% ภายในสิ้นปี 2030 ตัวเลขชุดนี้ก็เป็น "ความเห็นส่วนตัว" ของพนักงานเช่นกัน ไม่ใช่การวัดของบริษัท

แล้วใครคาดถูก

รายงานนี้บอกได้แค่ว่า "มีช่องว่าง" ไม่ได้บอกว่าใครคาดถูก และ ReadEval ก็ยืนยันแทนไม่ได้ สิ่งที่พอทำได้คือดูว่านักวิจัยนอกวงการ AI มองอนาคตอย่างไร

  • งานของ Forecasting Research Institute พบว่า "ผู้เชี่ยวชาญ" และ "นักพยากรณ์ชั้นเยี่ยม" (superforecasters) โดยทั่วไปคาดการณ์ความก้าวหน้าของ AI ช้ากว่าผู้บริหารบริษัท AI แนวหน้า นั่นสนับสนุนภาพว่าคนในวงการมองโลกแง่ดีกว่าคนนอก
  • แต่กลุ่มเดียวกันนี้ก็พบว่า ที่ผ่านมา "ผู้เชี่ยวชาญมักประเมินความก้าวหน้าของ AI ต่ำเกินไป" เมื่อเทียบกับผลที่ออกมาจริงในหลายการทดสอบมาตรฐาน (benchmark) จึงยังสรุปไม่ได้ว่าฝั่งที่คาดน้อยกว่าจะถูกเสมอไป

สื่อที่รายงานข่าวนี้ส่วนใหญ่เล่าตามตัวเลขของ Anthropic โดยไม่ได้สัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์อิสระเพิ่ม เว็บไซต์ Crypto Briefing ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ตั้งข้อสังเกต สรุปสั้น ๆ ว่า "นี่คือความเห็นที่ต่างกันมากเกี่ยวกับเทคโนโลยีตัวเดียวกัน และมีแค่ฝั่งเดียวเท่านั้นที่เป็นคนเขียนโค้ด" กล่าวคือ คนที่สร้าง AI ย่อมเห็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น แต่การเห็นมากกว่าก็ไม่ได้แปลว่าคาดการณ์จะแม่นกว่าเสมอไป

คนไทยเกี่ยวอะไรด้วยไหม

การสำรวจนี้ถามเฉพาะพนักงาน Anthropic กับคนอเมริกัน ไม่ได้ถามคนทำงานไทย ตัวเลข 75% หรือ 28% จึงเป็นภาพของสหรัฐฯ ไม่ใช่ของไทย ReadEval ยังไม่พบข้อมูลว่าคนทำงานไทยคาดหวังกับ AI อย่างไรในลักษณะเทียบกันแบบนี้ สิ่งที่พอใช้ได้คือหลักการเบื้องหลัง คือ "ยิ่งได้ลองใช้จริง มุมมองยิ่งเปลี่ยน" ซึ่งไม่ได้ผูกกับประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ตัวเลขทั้งหมดในข่าวนี้ให้ยึดว่าเป็นของกลุ่มที่ถูกสำรวจเท่านั้น

อยากวัดตัวเองดูบ้าง

Anthropic เปิดเครื่องมือชื่อ scenario explorer ให้ใครก็ลองตอบแบบทดสอบสั้น ๆ ว่าตัวเองคาดหวังกับ AI แค่ไหน แล้วเทียบกับคำตอบของคนอื่น ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังเปิดเมื่อ 9 ก.ย. 2026 มีผู้เข้าชมทำแบบทดสอบนี้ 23,075 คนจากกว่า 140 ประเทศ รายงานเตือนไว้เองว่าคนกลุ่มนี้ "น่าจะสนใจ AI มากกว่าคนทั่วไป" จึงไม่ใช่ตัวแทนประชากร ถ้าจะลอง ให้ถือเป็นการสำรวจความคิดของตัวเอง ไม่ใช่ผลวิจัยที่เทียบได้กับสองกลุ่มหลัก

ข้อมูลที่ควรระวัง

  • เป็นความคาดหวัง ไม่ใช่ผลที่เกิดจริง: ทุกตัวเลขคือสิ่งที่คน "คาดว่า" จะเกิดในปี 2030 ไม่ใช่สิ่งที่วัดได้แล้ว
  • เทียบสองกลุ่มได้แค่คร่าว ๆ: คนละตัวอย่าง คนละรูปแบบคำถาม (แถบเลื่อน vs เลือกช่วง) และพนักงานไม่ถ่วงน้ำหนัก
  • ผู้เผยแพร่มีส่วนได้ส่วนเสีย: Anthropic เป็นบริษัท AI ที่สำรวจพนักงานตัวเองและเป็นผู้เล่าเรื่อง แม้ฝั่งประชาชนจะจ้าง Morning Consult เก็บ
  • ถ้อยคำพาดหัวของสื่อไม่ตรงกันบ้าง: บางสำนักเขียนว่าพนักงาน "เกินครึ่ง" คาดว่า AI แทนงานได้ 80% บางแห่งเขียนว่า "ส่วนใหญ่" ReadEval ยึดตามรายงานต้นทางที่ว่า "เกินครึ่ง"
  • ตัวเลขทบทวนซ้ำ: Anthropic เก็บข้อมูลประชาชนซ้ำอีกครั้งช่วง 17–24 ก.ย. (7,613 คน) ได้ผลใกล้เคียงเดิม (ค่ากลาง GDP 5.6% เทียบกับ 5.4%) แต่รายงานเลือกใช้ชุดเดือนสิงหาคมตลอดทั้งฉบับ

ความน่าเชื่อถือของผลสำรวจ

เกณฑ์ผลเหตุผล
ทำซ้ำได้ไม่ผ่านเปิดรายงานเต็มและภาคผนวกวิธีการ แต่ไม่ได้เปิดข้อมูลดิบและถ้อยคำคำถามของโพลพนักงานให้รันซ้ำได้
บอกสภาพแวดล้อมครบผ่านระบุขนาดกลุ่ม วันเก็บ ผู้เก็บ (Morning Consult) การถ่วงน้ำหนัก และรูปแบบคำถามครบ
วัดหลายรอบและบอกความแปรปรวนผ่านเก็บฝั่งประชาชนซ้ำอีกรอบในเดือน ก.ย. ได้ผลใกล้เคียง แต่หน้าสรุปไม่ได้รายงานค่าความคลาดเคลื่อน
เทียบอย่างยุติธรรมไม่ผ่านสองกลุ่มคนละตัวอย่าง คนละรูปแบบคำถาม พนักงานไม่ถ่วงน้ำหนัก เทียบตรง ๆ ไม่ได้ (รายงานระบุเอง)
เป็นอิสระไม่ผ่านAnthropic สำรวจพนักงานตัวเองและเป็นผู้เผยแพร่ ทั้งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับภาพอนาคต AI
ยอมรับข้อจำกัดผ่านระบุข้อจำกัดชัด ทั้งแผงสมัครใจ พนักงานไม่ถ่วงน้ำหนัก และว่าคำตอบเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่แผนบริษัท

รวม 3 จาก 6 ข้อ ป้าย 🟡 พอใช้อ้างอิงได้ การวัด "ความคิดของคนอเมริกัน" ทำอย่างเป็นระบบและโปร่งใส ส่วนที่ต้องอ่านอย่างระวังที่สุดคือการนำช่องว่างระหว่างพนักงานกับประชาชนมาเป็นพาดหัว เพราะสองกลุ่มนี้เทียบกันแบบเทียบเท่าไม่ได้ และผู้เล่าเรื่องไม่ใช่ฝ่ายที่เป็นกลาง

บทวิเคราะห์จาก ReadEval

Eva · โต๊ะวิจัยและผลทดสอบ

ช่องว่างนี้มีจริงและน่าสนใจ แต่ควรอ่านเป็น "คนสองกลุ่มมีประสบการณ์ต่างกัน" มากกว่า "ฝ่ายหนึ่งรู้อนาคต"

จุดที่รายงานทำได้ดีคือ แทนที่จะหยุดแค่ "คนในบริษัทมองโลกแง่ดีกว่า" มันพยายามชี้ว่าความต่างมาจากประสบการณ์ใช้งาน ไม่ใช่ความเชื่อเรื่องเศรษฐกิจที่ต่างกัน ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่ตรวจสอบได้และเป็นประโยชน์ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า นี่คืองานที่ Anthropic ทำกับพนักงานตัวเองและเป็นผู้เลือกว่าจะเล่าเรื่องอย่างไร การที่คนใกล้ชิด AI คาดการณ์แรงกว่า อาจแปลว่าพวกเขาเห็นสิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็น หรืออาจแปลว่าพวกเขาอยู่ใกล้จนประเมินเกินจริงก็ได้ หลักฐานจากภายนอกยังสองทาง คือผู้เชี่ยวชาญทั่วไปมักคาดช้ากว่าคนในวงการ แต่ที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญก็มักประเมินความก้าวหน้าของ AI ต่ำเกินไปเช่นกัน

สำหรับคนทำงานทั่วไปรวมถึงคนไทย บทเรียนที่ใช้ได้จริงไม่ใช่ตัวเลข 75% หรือ 28% แต่เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมัน คือคนที่ลงมือใช้ AI กับงานจริงของตัวเองมักเปลี่ยนมุมมองไปจากคนที่ยังไม่เคยลอง ทางที่ดีจึงไม่ใช่เชื่อหรือค้านตัวเลขของใคร แต่คือลองใช้กับงานของคุณเองสักพัก แล้วประเมินจากสิ่งที่คุณเห็น ไม่ใช่จากพาดหัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แหล่งที่มา

  1. Anthropic Institute: The AI Expectations Gap (รายงานหลัก ตัวเลขและวิธีการทั้งหมด)
  2. Anthropic: Working at the frontier shapes expectations for the future (บทสรุปและบริบทภายในบริษัท)
  3. Anthropic: The AI Expectations Gap - Appendix (ขนาดกลุ่ม วันเก็บ และการถ่วงน้ำหนัก)
  4. Anthropic Institute: Economic Scenarios scenario explorer (แบบทดสอบให้ผู้อ่านลองตอบ)
  5. Crypto Briefing: Anthropic staff expect AI to handle 75% of their work by 2030 (รายงานอิสระและข้อสังเกต)
  6. Forecasting Research Institute: What Experts and Superforecasters Think About the Future of AI (มุมมองจากนักพยากรณ์ภายนอก)